|
โดย กุง[นิอร อัศวนภ]
เนื่องจากเพชรถูกทับถมอยู่ใต้โลกเป็นเวลานานจึงมีความแข็ง และความหนาแน่นมากที่สุดในมาตราส่วนเปรียบเทียบความแข็งของ Moh หรือ Moh's Scale จะแบ่งแร่ที่มีความแข็งต่างๆกันเป็น 10 อันดับ กำหนดเป็นความแข็งมาตรฐาน แร่ที่แข็งกว่าเพียง 1 ขั้นก็จะขีดแร่ที่อ่อนกว่า 1 ขั้นเป็นรอยและลบไม่ออก เช่น ถ้าต้องการทดสอบเพชรก็ใช้ทับทิมที่มีความคมมาขีดเพชรดู ถ้าไม่มีรอยก็แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ามีรอยก็เป็นเพชรเลียนแบบ
|
ค่าความแข็ง แร่มาตรฐาน Moh's Scale
|
| 1 ทัลค์ (Talc) |
| 2 ยิปซัม (Gypsum) |
| 3 แคลไซต์ (Calcite) |
| 4 ฟลูออไรต์ (Fluorite) |
| 5 อะพาไทต์ (Apatite) |
| 6 ออร์โทเคลส (Orthoclase) |
| 7 ควอตซ์ (Quartz) |
| 8 โทแพซ (Topaz) |
| 9 คอรันดัม (Corundum) |
| 10เพชร (Diamond) |
แต่ละหน้าผลึกของเพชรมีความแข็งต่างกัน ดังนั้นเพชรสามารถสามารถตัดเพชรได้
นอกจากนี้เพชรมีแนวแตกเรียบ (Cleavage) ซึ่งเป็นรอยแตกตามระนาบในโครงสร้างอะตอมในผลึก เวลาตัดเพชรเม็ดใหญ่ให้เป็นส่วนๆแนวแตกเหล่านี้จะช่วยได้มาก แต่เวลาเจียระไนต้องระวังไม่ให้กระทบถูกแนวแตกรียบเพื่อไม่ให้เพชรที่ถูกเจียระไนมีตำหนิ
เพชรที่ยังไม่ผ่านการเจียระไนจะไม่มีความแวววาวเป็นประกาย สมบัติของความวาวและเป็นประกาย (Luster & Brilliancy) เรียกกันว่า ไฟ (Fire) ส่วนคุณสมบัติการโปร่งแสงเราเรียกว่า น้ำ (Water of a Diamond) ไฟและน้ำของเพชรขึ้นอยู่กับลักษณะผลึก การเจียระไนและขัดเพชรมีค่าดัชนีหักเห (Refractive Index) และค่าการกระจายแสง (Dispersion) สูง คือ 2.42 และ 0.044 ตามลำดับ
|
เมื่อแสงผ่านเพชรจะเกิดการหักเหของแสงภายในผลึกแล้วสะท้อนออกมามาก และเกิดการแยกแสงสีขาวออกเป็นสีรุ้งเป็นประกาย ความถ่วงจำเพาะของเพชร คือ 3.5
แม้ว่าเพชรจะมีความแข็งมากแต่เปราะ จึงสามารถแตกและบดเป็นผงได้ เพชรจะแตกได้ถ้าได้รับความร้อนอย่างเฉียบพลัน เพชรเป็นแร่ที่เฉื่อย คือ ไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีชนิดอื่นนอกจาก Oxidizing Agent ในอุณหภูมิสูงๆ และทำปฏิกิริยากับโซเดียมคาร์บอเนต และโซเดียมไนเตรตที่หลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง เพชรที่อุณหภูมิห้องเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุด นอกจากนี้เพชรยังมีการนำความร้อนสูงมาก
|
|
|
การเลือกซื้อเพชรน้ำหนักของเพชรไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาคุณสมบัติอื่นๆประกอบด้วย โดยอาศัย 4C ดังนี้
1 CARAT (น้ำหนัก) ขนาดของเพชรยิ่งโตราคายิ่งสูงขึ้น น้ำหนักเพชรใช้วัดเป็น CARAT ซึ่ง 1 CARAT เท่ากับ 0.200 กรัม (200 มิลลิกรัม หรือ 1/5 กรัม) 1 กรัมเท่ากับ 5 CARAT
2 COLOR (สี) เกิดขึ้นจากการรวมตัวทางเคมีของธาตุต่างๆ สีของเพชรมีทุกสี แต่ที่มีค่า ได้แก่ สีทึ่ไม่มีสีอื่นเจือปน (Colorless)
3 CLARITY (ความบริสุทธิ์) เพชรแท้ธรรมชาติต้องไม่บริสุทธิ์ 100% ถ้าดูด้วยกล้องขยาย 1,000 เท่า จะมองเห็นเส้นเล็กๆ หรือจุดเล็กๆซึ่งแสดงถึงความไม่บริสุทธิ์ของเพชรธรรมชาติ
4 CUTTING (การเจียระไน) การเจียระไนมีความสำคัญต่อเพชรมาก ถ้าฝีมือในการเจียระไนสวยจะทำให้เพชรมีประกายสวยขึ้น
|
อินเดียเป็นชาติแรกที่รู้จักการเจียระไนเพชร แต่ไม่มีชื่อเรื่องความสวยงามเพราะคำนึงถึงปริมาณเนื้อเพชรมากๆ จนกระทั่ง Vineenti Peruzzi ชาวเวนิสเป็นผู้ออกแบบ Brilliant cut นับเป็นครั้งแรกที่ทำให้นักเจียระไนทั่วโลกได้เห็นไฟ และประการแวววาวที่สวยงามของเพชรเป็นครั้งแรก แต่รูปทรงยังไม่ดีนักโดยในเวลาต่อมาก็ได้มีการปรับปรุงต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ
แหล่งเจียระไนที่มีชื่อ ได้แก่ เบลเยียม, ฮอลันดา, นิวยอร์ค, ลอนดอน, อิสราเอล และอินเดีย ในปัจจุบันรูปแบบการเจียระไนที่นิยม คือ การเจียระไนเหลี่ยมเกสร (Round Brilliant Cut) ซึ่งมี 57-58 เหลี่ยม
ถ้าเพชรมีคุณสมบัติ 4C อย่างใดอย่างหนึ่ง หมายถึง เพชรที่ไม่มีสี มีรูปร่างในการเจียระไนสวยงาม ไม่มีมลทิน
โปรดติดตามอ่าน About Diamond ตอนที่ 3 ต่อไปได้เลยค่ะ...
|